http://www.wathuadong.net
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

บทความ

เว็บบอร์ด

รวมรูปภาพ

ติดต่อเรา

นิทานธรรม

วันสำคัญทางพระพุทธศานา

ผู้ออนไลน์

ทศชาติชาดก

นานาสาระ

สถิติ

เปิดเว็บ22/04/2010
อัพเดท02/09/2013
ผู้เข้าชม305,881
เปิดเพจ459,617

กรรมเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง

(อ่าน 987/ ตอบ 4)

สุพิฌฌา ทองคำ

กราบนมัสการท่านเมฆ

คิดถึงบ้าน คิดถึงวัด อยากกลับมากราบหลวงพ่อ แต่เพราะสร้งกรรมไว้เยอะ เลยยังกลับตอนนี้ไม่ได้ค่ะ ได้แต่บอกให้ เจไป แข่งเรือปีนี้ก็คงยังกลับไม่ได้ ทั้งๆที่ขอเวลาท่านโตไว้ 1 ปี แต่ก็ยังจัดการเรื่องตัวเองไม่หมด เรื่องเสื้อกรรมการแข่งเรือ โยมแมว จะให้เจไปถวายให้ที่วัด พร้อมกับของขวัญ เงินที่ได้มาซื้อของถวายก็ได้มาจากเพื่อนๆที่ส่งมาช่วยเหลือ ก็เลยคิดว่าจะเอามาซื้อของถวายวัดเป็นการตอบแทนบุญคุณพี่ๆเพื่อนๆจากสิงคโปร์ เรื่องมันมีอยู่ว่า  ยาวหน่อยนะค๊ะท่าน

 

                                                                        วันที่  5  มิถุนายน  พ.ศ.2554


เรียน  ท่านผู้อ่านทุกๆท่าน


เรื่อง   ขอความเป็นธรรมให้ลูกสาว


            ดิฉันชื่อ น.ส. สุพิฌฌา  ทองคำ อายุ 45 ปี เป็นมารดาของ น.ส. จิรพร  ทองคำ หรือ น้องจิว  ซึ่งเป็นนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาเครื่องกลหลักสูตรการผลิต ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  จังหวัด นครราชสีมา


เนื่องจาก  เมื่อวันที่  2  มิถุนายน  พ.ศ.2554  เวลา ประมาณ  12.45 น. น.ส. จิรพร  ทองคำ ซึ่งเป็นลูกสาวของดิฉัน  ประสบอุบัติเหตุ รถยนต์ชน  สลบคาที่ใน มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา ที่เธอกำลังศึกษาอยู่  ดิฉันอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก  เป็นแม่ค้าขายขนม  ทางคู่กรณีได้โทรไปบอกข่าวดิฉันหลังจากลูกสาวฟื้น  ดิฉันมาในทันทีไม่ได้เพราะไม่มีเงินพอ  และต้องรอส่งขนมให้โรงเรียนตอนเช้าก่อน  ในวันนั้นลูกสาวยังสับสนและยังจำเหตุการณ์ไม่ได้ เพราะเธอสลบและหัวกระแทกอย่างแรง  คู่กรณีเล่าให้ฟังว่า ลูกสาวดิฉันขับรถตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด  คู่กรณีบอกว่าเธอขับมาช้าๆ แล้วจู่ๆลูกสาวก็ตัดหน้าลูกสาวกระเด็นลอยมาหัวกระแทกกระจกด้านหน้ารถของเธอจนแตก แล้วกลิ้งไปสลบที่พื้น  ( แต่คู่กรณีบอกว่า “ขับช้าๆค่ะ ถุงลมนิรภัยเธอไม่ทำงานแสดงว่าเธอขับช้า” เธอบอกอย่างนี้ แต่ลูกสาวดิฉัน สามารถ ลอย เอาหัวมากระแทกกระจกบานหน้าเธอแตกได้) เธอถามดิฉันต่อว่า ขอโทษนะค๊ะไม่ทราบว่า คุณแม่ทำงานอะไร ดิฉันตอบว่า เป็นแม่ค้าขายขนม แล้วเธอก็แนะนำตัวเองว่า เธอเป็นอาจารย์สอนอยู่ มหาวิทยาลัยราชภัฎ นครราชสีมา มาเรียนต่อ ปริญญาเอกที่ มธส


            วันที่ 3 มิถุนายน  54 ถัดมา เวลาประมาณ 7.30น. ลูกชายดิฉันกำลังขับรถมอเตอร์ไซด์ไปวิทยาลัยเพื่อไปเรียนตามปกติ  รถเบรกไถลไปชนรถด้านหน้า ท้ายรถลูกชายปัดไปชนรถอีกคันหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งมา แล้วก็ล้มไถลไปชนอีกคันหนึ่ง สรุปเช้านั้นลูกชายดิฉันมีคู่กรณี 3คัน และโดนปรับไป พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหาย แต่คู่กรณีทุกคนใจดีและน่ารักมาก คดีจึงจบลงได้ง่าย  ลูกชายเจ็บไปทั้งตัว แต่ก็รับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง  เอารถคู่กรณีไปซ่อมให้และยังขับกลับไปส่งคู่กรณีถึงบ้านทุกคัน  เรื่องลูกชายหมดปัญหาไป เที่ยงคืนวันเดียวกันดิฉันจึงได้เดินทางมาหาลูกสาวที่โคราช  ลูกสาวพักรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ กรุงเทพนครราชสีมา เพราะทาง ร.พศูนย์แพทย์ในมหาวิทยาลัยส่งมาเพื่อรักษาต่อ  และแสกนสมอง  ตั้งแต่เมื่อวาน


            วันที่ 4 มิถุนายน  54  ดิฉันมาถึง โรงพยาบาล เห็นอาการลูกสาวว่าปลอดภัยดีแล้ว บาดแผลภายนอกก็ไม่มีอะไรมาก หมออนุญาตให้กลับได้แต่ต้องคอยระวัง ถ้าลูกสาวปวดหัว วิงเวียนและอาเจียนต้องรีบนำกลับโรงพยาบาลทันที  และดิฉันต้องเคลียค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่เกิน ดิฉันจึงโทรไปขอ พรบ.ของคู่กรณี แต่เธอไม่ให้ เธออ้างว่าเธอไม่ผิด ถ้าเธอให้ ก็แสดงว่าเธอผิด ดิฉันในตัวมีเงินอยู่ 1,600บาท จึงรวมกันกับลูกสาว เอาเงินไปจ่ายส่วนเกิน  1,779 บาท (มันไม่มาก แต่เมื่อไม่มีมันก็สำคัญมาก) แล้วเอาลูกสาวออกมาจากโรงพยาบาล


             ทางคู่กรณีติดต่อมาว่าทางคู่กรณีอาสาจะมาส่ง และจะพาไปโรงพักด้วย เพราะดิฉันไม่มีใครเลย  ในระหว่างทาง เขาพยายามพูดให้ดิฉันฟังว่า ลูกดิฉันผิด เธอมาทางตรง  ลูกสาวขับรถตัดหน้า ( เธอเน้นมาก เรื่องทางเอก ทางตรง ) ดิฉันก็นิ่งฟังเธอพูดต่อไป


          พวกเขาจะพาไปเอารถที่โรงพัก แต่ต้องตกลงกันก่อน เขาพาดิฉันไปทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านเมืองโอ่งในโคราช หลังจากนั้น เราก็เริ่มคุย  ดิฉันบอกว่าดิฉันไม่เอาเรื่องทุกอย่างถือว่าเป็นเวรกรรมต่อกัน ( เพราะก่อนหน้านั้นที่โรงพยาบาล ลูกสาวเล่าให้ฟังว่า เธอขับตามนักศึกษาด้วยกันกำลังจะไปเรียนโดยเธอเป็นคันสุดท้าย เธอตรงมาจากถนนอีกฝากหนึ่ง จนมาถึงสามแยก แล้วเธอเลี้ยวขวาเพื่อจะไปตึกเรียน เธอบอกว่าเธอเลี้ยวแล้วและมองกระจกเห็นด้านหลังมีรถตามมา ลูกจึงหลบชิดขวาก่อนหลังจากนั้นเธอก็จำได้อีกทีว่า คู่กรณีมาจับมือเธอแล้วเธอก็หมดสติไป )


            คู่กรณีต้องการให้ดิฉันยินยอมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดแต่โดยดี เนื่องจากเธอขับมาทางเอกเบื้องต้นดิฉันตอบว่า “ได้” ดิฉันยอมชดใช้ทุกอย่างถ้าลูกสาวดิฉันผิดจริง  ดิฉันถามต่อว่า คุณ(คู่กรณี) ได้ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุไว้ไหม เธอบอกว่าถ่ายไว้ ดิฉันขอดูเธอบอกเธอเซฟไว้ในคอม ดิฉันจึงให้เธอ อีเมลล์มาให้ดิฉัน หรือพาดิฉันไปที่โรงพักเลย เพราะดิฉันไม่รู้อะไรเลย  พยานหลักฐานก็ยังไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง คงสรุปอะไรตอนนี้ไม่ได้ ดิฉันอยากเห็นวิถีการชน ของรถทั้งสองคัน อยากรู้ใครถูกใครผิด พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และสำนวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ เธอก็ยังยืนยันและเน้นว่าเธอมาทางเอก ทางตรง  รถลูกสาวขี่มาชนจนล้อเธอบิ่น ( อ้าว! ตอนแรกบอกว่าตัดหน้า ตอนนี้บอกว่าชนล้อ ) ดิฉันจึงตอบว่า ดิฉันคงให้คำตอบอะไรตอนนี้ไม่ได้เพราะดิฉันยังไม่เห็นอะไรเลย ไม่รู้อะไรเลย รับแต่ข้อมูลจากทางคุณฝ่ายเดียว ขอให้พาดิฉันไปโรงพักก่อนได้ไหม เธอก็บ่ายเบี่ยงให้ดิฉันยอมตกลงก่อนเธอถึงจะพาไปไม่งั้นดิฉันก็เอารถออกไม่ได้ ดิฉันบอกว่าอยากดูรถเธอ อยากเห็นความเสียหายด้วย แต่เธอกลับบอกดิฉันว่ารถเธออยู่อู่แล้ว ดิฉันงงมากว่าทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อายัดรถไว้ทั้งสองคัน ในเมื่อคู่กรณียังตกลงกันไม่ได้ทำไมอายัดรถลูกดิฉันไว้คนเดียว( ดิฉันคิดในใจว่า  แล้วทำไมตำรวจไม่เคยไปสอบสวนลูกสาวดิฉันเลย ไม่มีคำให้การของลูกสาวเลย แล้วคู่กรณีจะมาสรุปว่าลูกสาวดิฉันผิดได้อย่างไร) ดิฉันพูดต่อว่า  ถ้างั้นดิฉันขอไปดูรถที่อู่   สามีของคู่กรณี และเธอพูดว่าทางอู่ได้ถอดออกหมดแล้ว (ดิฉันได้แต่คิดในใจว่า พวกเขาจงใจทำลายหลักฐานหรือเปล่า ) ดิฉันบอกว่าไม่เป็นไรคุณพาดิฉันไปดูก็แล้วกัน สุดท้ายก็ไม่พาดิฉันไป กลับพาดิฉันมาดูที่เกิดเหตุแทน แต่ไม่ยอมจอดรถให้ลงไปดู ไม่ยอมชี้บอกว่า ชนตรงไหน ลูกสลบอยู่ตรงไหน  สามีเธอพูดว่าเธอชนเลยจุดเซฟตี้ ( หลักเหล็กขาวแดง ตั้งเป็นแนวขั้นกลางถนน ระยะประมาณ 5 เมตร ) แล้วเธอก็ย้ำว่าลูกดิฉันตัดหน้า  เธอมาทางตรงดิฉันจึงพูดว่า ไม่จำเป็นว่า รถที่มาทางตรงจะต้องถูกเสมอไป และการที่ ถุงลมนิรภัยคุณไม่ทำงานนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ได้ขับรถเร็ว เพราะคุณไม่ได้ชนในระยะขอบเขตการทำงานของมัน มันก็ไม่สามารถทำงานได้ เขาเสนอพยานในที่เกิดเหตุ ชื่ออาจารย์ขันชัย เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นี่และเห็นเหตุการณ์ เขาโทรหาและคุยอะไรกันไม่ทราบ เสียงเบามาก ดิฉันไม่ได้ยิน หลังจากนั้นดิฉันจึงพูดกับสามีคู่กรณีว่า ตอนนี้พยานบุคคล ก็เชื่อไม่ได้เท่าวัตถุพยานและหลักฐานที่มีอยู่ (ดิฉันไม่ได้ว่าอาจารย์ขันชัยท่านไม่ดี และในเวลานี้ดิฉันก็ยังไม่ได้พบกับอาจารย์ที่ว่าด้วย แต่ดิฉันจะไว้ใจใครได้อีกไหม)  ดิฉันบอกเธอว่า ดิฉันต้องการรูปถ่าย  พอถึงตอนนี้เธอกลับบอกว่าเธอไม่มี อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถ่ายไว้ก็ได้  เราก็พากันไปสอบถาม ระหว่างทาง เราได้คุยกัน ดิฉันบอกว่าต้องการไปดูที่รถลูก ถ้าคุณบอก ลูกตัดหน้า หรือจะชนล้อหน้าคุณก็ตาม ความเสียหายจะต้องเกิดขึ้นที่ช่วงหน้า  คู่กรณีก็ยังพูดว่าเธอมาทางตรง และพยายามพูดต่อแต่สามีเธอบอกเธอว่า เธอเงียบไปเลย ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นที่ช่วงหน้า แสดงว่าน้องเขาผิด แต่ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นตั้งแต่ที่พักเท้าลงมาจนถึงด้านหลังแสดงว่าเธอชนน้องเขา  จากนั้นการสนทนาก็จบลงเราเงียบไปทั้งคันรถ จนกระทั่งมาถึงศูนย์รักษาความปลอดภัย เราเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ด้วยกัน ถามถึงเหตุการณ์วันเกิดเหตุและถามถึงรูปถ่ายกับทางเจ้าหน้าที่  ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าอยู่ที่ร้อยเวร  คู่กรณีจึงออกไปขึ้นรถ  แต่ดิฉันยังอยู่คุยกับเจ้าหน้าที่ในศูนย์รักษาความปลอดภัยอยู่และทราบมาว่าท่านร้อยเวรท่านนั้นชื่อ พันตำรวจโท. ยอด เกตุสม  และให้เบอร์โทรติดต่อท่านมา คือ 0819668824   หลังจากที่ดิฉันได้เบอร์แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่า อย่างไรต้องคุยกับร้อยเวรก่อน  สักพักคู่กรณีก็เดินเข้ามาตามดิฉันให้ไปขึ้นรถ บอกว่าวันนี้ไม่มีเวลา จะไปส่งที่หอพักลูกสาวเลย ดิฉันก็เลยต้องตามนั้น  สามีเธอพูดว่า ในเมื่อตกลงกันดีๆไม่ได้ก็ต้องให้เป็นไปตามกฎหมาย คู่กรณีกล่าวอีกว่า ถ้าน้องตายในที่เกิดเหตุเรื่องมันก็ไม่เป็นแบบนี้ ( มันหมายความว่าอะไร เหรอค๊ะ) ดิฉันก็นิ่ง พอมาถึงหอพักลูกสาวในมหาลัย  คู่กรณีก็พูดทิ้งท้ายว่า ให้ดิฉันไปคิดให้ดีๆ ว่าจะเอาอย่างไง  พวกเขาคงคิดนะคะว่าดิฉันเป็นแค่แม่ค้ากระจอกๆคนหนึ่งจะเอาอะไรไปต่อกรกับเขาได้


              พอเขาออกรถไป ดิฉันก็เริ่มโทรหาร้อยเวร แต่ท่านไม่รับสาย พยายามอยู่หลายครั้ง ก็ไม่เป็นผล เสียดายก็ตรงที่ในระหว่างสนทนาเราไม่ได้ถ่ายคลิป หรืออัดเสียงไว้  สิ่งที่ดิฉันแถลงไปทั้งหมดข้างต้น  มันก็จะกลายเป็นคำกล่าวหา แต่ดิฉันก็ต้องทำ


            พอมาถึงห้องพัก ดิฉันให้ลูกสาวโทรหาเพื่อนของเธอ และขอความช่วยเหลือให้พาไปโรงพัก เด็กกลุ่มนี้น่ารักมาก พวกเขาพาดิฉันไป  เรื่องไม่ยุ่งยากอย่างที่พวกเขาบอกดิฉัน แต่เย็นมากแล้ว ดิฉัน เห็นรถลูกสาวจอดอยู่ด้านหลัง สน. จึงพากันไปดูว่ารถเป็นอย่างไร  ปรากฏว่า ที่พักเท้าด้านกลางของรถ คดไปด้านหน้าจนบีบเกีย ถาดโซ่ ด้านหลังบุบ และ คันหัก ล้อหลังด้านซ้ายศูนย์เสียไปชิดกับโช๊คด้านขวา  แกนล้อหลังคด โช๊คคดดุ้งทั้งสองด้าน  (ตามรูปถ่ายที่ดิฉันแนบส่งมาค่ะ) ซึ่งถ้าเป็นอย่างที่คู่กรณีกล่าวหาว่า ลูกดิฉันปาดหน้า และหรือ ชนล้อด้านหน้าของเธอ อย่างที่เธอบอกเล่าให้ดิฉันฟัง  รถของลูกสาวดิฉัน ล้อหน้าต้องเสียหาย และส่วนด้านหน้าทั้งหมดก็ต้องเสียหายด้วยเช่นกัน  แต่ด้านหน้ามันกลับไม่เป็นอะไรเลยค่ะ นอกจากลอยล้ม จากแรงชนจากด้านหลังซ้าย หลังจากที่ดิฉันถ่ายรูปเสร็จแล้วก็พากันกลับจะมาดูที่เกิดเหตุ แต่ฝนตกหนักในระหว่างทางกลับ เราจึงพากันกลับมาที่พัก รวมทั้งเย็นมากแล้ว จึงแยกย้ายกันกลับไป


          เจ้าหน้าที่หอพัก หรือ คุณอ้วน( น.ส. ปุณยวีร์  ประโพธิ์ศรี) ได้จัดหาที่พักให้ดิฉันกับลูกอยู่แยกออกมาเป็นส่วนตัวในบ้านพักบุคลากรในมหาวิทยาลัย เป็นบ้านตึกแถวชั้นเดียว มีห้องน้ำในตัว และให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี รวมถึงจัดหาและซื้ออาหารและของใช้ที่จำเป็นไว้ให้ และแนะนำว่าถ้าไม่ได้รับความยุติธรรมให้แจ้งเธอ เธอจะพาไปพบนิติกรประจำมหาวิทยาลัย


            วันที่ 5 มิถุนายน 54 ช่วงเช้า ดิฉันนั่งพิมพ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อรอเวลา ให้เพื่อนๆลูกมารับ เพราะดิฉันกลัวว่า ดิฉันจะไม่ได้รับความยุติธรรม และดิฉันจะพิมพ์ทุกวันจนกว่าตำรวจจะตัดสิน แต่ถ้าผลนั้นไม่ยุติธรรม ดิฉันจะส่งคำร้องนี้มาค่ะ คู่กรณี เป็นอาจารย์สอนอยู่ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา  และเท่าที่ทราบเบื้องต้นนี้ สามีของเธอก็เป็นอาจารย์เหมือนกัน สอนภาควิชาเทคนิคสัตว์แพทย์  จนกระทั่งวันนี้ดิฉันยังไม่ทราบชื่อ และทะเบียนรถของคู่กรณีเลยค่ะ รู้แต่เบอร์โทรศัพท์ 0817185987และชื่อเล่นว่านิดหน่อย


          เวลาประมาณ 9.45น. ดิฉันโทรหาโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องคู่กรณีและทะเบียนรถ  เจ้าหน้าที่แผนกเครมท่านหนึ่งรับสาย และโอนสายให้ดิฉันคุยกับแผนก พรบ. แต่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบกรณีของลูกสาวไม่อยู่  ทางเจ้าหน้าที่ชายท่านนั้นจึงขอเบอร์โทรของดิฉันเพื่อติดต่อกลับ


          เวลาประมาณ 14.52น. เจ้าหน้าที่แผนก พรบ. ของโรงพยาบาลได้ติดต่อกลับมา ดิฉันเล่าเหตุการณ์ตามที่กล่าวข้างต้นให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบแผนก พรบ. ฟัง เพื่อต้องการปรึกษาด้วยว่าดิฉันควรจะทำอย่างไร  เจ้าหน้าที่เธอบอกดิฉันว่า คู่กรณีชื่อ นาง ปิยะธิดา  กุศลรัตน์  รถยนต์หมายเลขทะเบียน


 กล 9231 นครราชสีมา  และเจ้าหน้าที่ก็แนะนำดิฉันหลายอย่าง  ถ้าต้องรับผิด เราต้องแน่ใจว่าเราไม่ถูกเอาเปรียบ  จะอย่างไรเราต้องพาลูกไปให้การกับร้อยเวรก่อน แล้วสรุปมาว่าอย่างไรแล้วค่อยว่ากัน แต่ถ้าเราคิดว่ามันไม่ยุติธรรม เราก็ต้องสู้ทุกทาง เขาเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย ทำไมไม่มีจิตสำนึกของความเป็นครู


              วันนี้ดิฉันปวดหัวและมีไข้นิดหน่อย  จึงนอนพัก แล้วอีกอย่างวันนี้ไม่มีใครว่าง จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.00น. เพื่อนลูกสาวกลับมาจึงได้ขอยืมรถไปดูที่เกิดเหตุ ซึ่ง ณ.วันนี้ไม่มีร่องรอย อะไรเหลืออยู่เลย เพราะตำรวจไม่ได้ฉีดสี ไม่ได้ทำแผนที่ ที่เกิดเหตุด้วย คงต้องรอไปโรงพักพรุ่งนี้  ถ้าความยุติธรรมมีจริง ตำรวจคงเก็บหลักฐาน และถ่ายรูปที่เกิดเหตุไว้อย่างละเอียด  ดิฉันไม่รู้จักใครเลย ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติที่นี่  คงหวังได้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความยุติธรรม รวมถึง วินัย และคุณธรรมของผู้พิทักสันติราษฎร์  ถ้าคดีไม่จบ หรือจบไม่ดี ดิฉันจะไม่เอารถออกจากโรงพัก จะเก็บไว้ให้ทางทีมงานมาพิสูจน์วิถีชน และร่องรอยความเสียหายค่ะ


            จากเดิมที่ดิฉันคิดว่า ไม่ต้องการเอาเรื่องเอาความ ไม่เรียกร้องใดๆ แต่ตอนนี้ ในเมื่อ พวกเขาแสดงความไม่มีน้ำใจ และพยายามยัดเยียดความผิด และให้ดิฉันชดใช้แบบมัดมือชก โดยที่ให้ฟังข้อมูลจากเธอ(คู่กรณี)ฝ่ายเดียว เป็นคุณ คุณจะยอมไหมค๊ะ  ถึงดิฉันจะจน ความรู้สู้พวกเขาไม่ได้ ดิฉันก็จะสู้จนถึงที่สุด  ถ้าผลของคดีออกมาว่าลูกสาวดิฉันถูก  ดิฉันจะเรียกร้องค่าเสียหาย รวมถึงค่าทำขวัญให้ลูกสาว และค่าเสียเวลาของดิฉันด้วย  


แต่ถ้าความยุติธรรมไม่มี ดิฉันจะสู้ต่อจนถึงชั้นศาล และจะรบกวนความช่วยเหลือจากทุกๆหน่วยงานที่ดิฉันสามารถจะติดต่อได้ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ถึงแม้มันจะเป็นคดีที่เล็กๆในสายตาผู้คน แต่คนจนก็ไม่ควรที่จะถูกเอาเปรียบ คดีนี้มันน่าจะเป็นตัวอย่างให้คนหลายคนที่เกี่ยวข้องมีจิตสำนึกขึ้นมาบ้าง หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ถ้าคนคิดว่ามันไร้สาระ


            วันที่ 6 มิถุนายน 54 เวลา 9.00น. เพื่อนของลูกสาวมารับลูกสาวไปทำแผลที่ ศูนย์แพทย์มธส และไปขอเบิกส่วนเกินจากประกันอุบัติเหตุจากทางมหาวิทยาลัย  เพราะเราสองแม่ลูกเหลือเงินแค่ 320บาท เราจำเป็นต้องใช้เงินส่วนนี้ ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสถานีตำรวจ และดำรงชีวิตในช่วงที่คดียังไม่จบ และไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่ดิฉันต้องอยู่ที่นี่ ( นครราชสีมา ) เงินทุกบาทมีค่า ส่วน ลูกชายที่พิษณุโลกก็เหลือเงินไว้ใช้จ่ายแค่ 400บาท


            เวลา 10.42น. ลูกสาวกลับมา บอกว่า อีก 1 เดือนเงินที่เบิกประกันถึงจะเข้า เราจะทำอย่างไรกันดี ไม่เป็นไร ประหยัดใช้เอาก็จะอยู่ได้หลายวัน


            เวลาประมาณ 11.00น.เราออกมาขึ้นรถโดยสารในบริเวณมหาวิทยาลัย ออกมาสถานีตำรวจโพธิ์กลาง ได้พบกับท่านรองยอด เจ้าหน้าที่ร้อยเวรวันนั้น  ท่านถามว่าตกลงกันอย่างไร ดิฉันบอกว่าทางคู่กรณีต้องการให้ดิฉันชดใช้ค่าเสียหาย ท่านก็พูดว่าลูกสาวดิฉันผิด ดิฉันเลยถามกลับว่า ท่านได้สอบสวนลูกสาวดิฉันหรือยัง ท่านก็แย้งว่า ท่านเป็นคนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุเอง ลูกเราขับไปเส้นทางเขา อย่างไรเขาก็ไม่ผิด เขาได้เปรียบเส้นทาง ลูกเราไปทับเส้นทางเขา อย่างไรลูกเราก็ผิด สู้ไปก็แพ้ เพราะเขาได้เปรียบเส้นทางดิฉันจึงอธิบายว่า ลูกดิฉันเลี้ยวขวามา ลูกเห็นรถตามมาข้างหลัง ลูกเลยพยายามหลบขวา หลังจากนั้นลูกก็จำไม่ได้ ดิฉันยอมรับว่าลูกอยู่ในเส้นทาง ถ้าให้หลบซ้ายแสดงว่าลูกตัดหน้า และลูกตายแน่นอน ท่านก็ไม่ฟัง แล้วดิฉันก็ถามท่านว่าทำไมฟังความข้างเดียว ทำไมไม่สอบสวนเด็กบ้าง ท่านพูดว่า ถ้ามันยุ่งนักก็เพิ่มข้อหาไป ( มันหมายความว่าอย่างไรกันนี่ ) แล้วท่านก็หันไปถามลูกสาวดิฉัน ลูกสาวก็เล่าตามที่ดิฉันแจ้งไปข้างต้น   ดังนั้นดิฉันจึงถามต่อว่า ท่านได้ถ่ายรูปที่เกิดเหตุไว้ไหม ท่านบอกว่า ถ่ายไว้ แต่พอดิฉันดูก็เห็นแต่รูปรถ ที่แยกออกจากกันแล้ว ดิฉันเลยถามต่อไปว่า ทำไมท่านไม่ถ่ายรูปก่อนที่จะเคลื่อนย้าย ท่านก็ตอบว่ามันกีดขวางทางจราจร ดิฉันพูดต่อว่าจะอย่างไรก็ตามไม่มีใครมีสิทธ์เคลื่อนย้ายจุดเกิดเหตุหากเจ้าหน้าที่ยังไปไม่ถึง หรือยังไม่ได้เก็บหลักฐาน  ท่านก็กล่าวต่ออีกว่าทางรถยนต์เขามาถูกเส้นทางของเขาถึงอย่างไรลูกคุณก็ผิดเพราะเข้ามาในเส้นทางเขา ทำไมลูกคุณไม่หลบซ้าย  ดิฉันพูดว่า ใช่ค่ะลูกดิฉันอยู่เลนขวาดิฉันไม่เถียง เพราะลูกเลี้ยวขวามา แล้วมองกระจกหลังเห็นรถอยู่ข้างหลัง จึงพยายามหลบขวาไว้  ท่านถามต่ออีกว่า แล้วทำไมไม่หลบซ้าย ดิฉันเลยบอกว่า ถ้าหลบซ้ายนั่นลูกดิฉันปาดหน้าและตายคาที่แน่นอน ท่านก็เอารูปเขียนดินสอมาให้ดูว่าลูกเราขับไปชนเขาลักษณะนี้ ( ลูกขับชนล้อด้านหน้าในแนวแถยง45องศา)ดิฉันย้อนถามท่านไปอีกว่า ถ้าเป็นท่าน ท่านจะเลือกหลบขวาที่น่าจะปลอดภัยหรือหลบซ้ายไปตายคาที่ ท่านก็เงียบ  ดิฉันอธิบายต่อว่าถ้าลูกดิฉันชนด้านหน้า ล้อหน้าต้องเสียหาย ถ้าปาดหน้าลูกดิฉันตายแน่นอน ถ้าคู่กรณีขับไม่เร็ว มันจะมีแรงส่งให้ลอยไปกระแทกกระจกไหม แล้วท่านบอกว่ารถมันลากรถลูกสาวไป ถ้าขับช้า ดิฉันรับรองได้ว่าแค่ล้มและไม่ลาก ไม่ลอยด้วย ดิฉันขอเรียนเชิญท่านออกไปดูความเสียหายที่รถว่ามันเป็นอย่างที่ท่าน และ คู่กรณีกล่าวหาไหม คำตอบคือ ท่านไม่ไป ดิฉันจึงบอกท่านว่า ดิฉันจะไม่เอารถออกจนกว่าจะจบคดี และดิฉันต้องได้รับความยุติธรรมก่อน  ตอนนี้ท่านเห็นด้วยแล้ว ท่านบอกว่าไม่ต้องเอาออกเพราะตอนนี้หลักฐานที่เหลืออยู่ก็ มีแต่ที่รถเด็ก ถ้าเอาออกไปคู่กรณีจะพูดได้ว่าเราสร้างหลักฐาน และถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ท่านจะให้ผู้ชำนาญการมาตรวจสอบรถเอง (น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ) ดิฉันพูดกับท่านว่า ดิฉันเป็นแค่แม่ค้ากระจอกๆ ก็จะสู้แบบกระจอกๆนี่แหละค่ะ  ท่านเลยบอกกับดิฉันอีกครั้งว่า ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะนำผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ แล้วนัดคู่กรณีมาคุย ดิฉันยังพูดต่ออีกว่าดิฉันโกรธที่คู่กรณีพูดว่า ถ้าลูกดิฉันตายในที่เกิดเหตุเรื่องมันก็จะไม่เป็นแบบนี้  คนที่เป็นครูคนพูดแบบนี้ได้อย่างไร ดิฉันเสียดายที่ไม่สามารถอัดเสียงในระหว่างสนทนาได้


                  พรุ่งนี้ 10.00น.  ท่านบอกว่าจะให้ความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย ดิฉันก็ตอบว่า ดิฉันก็หวังว่าจะได้รับความยุติธรรมจากท่านเหมือนกัน  เราคงพึ่งผู้พิทักสันติราษฎร์ได้ แล้วดิฉันก็ลากลับ โดยไม่ลืมที่จะไปถ่ายรูปรถลูกสาวไว้เพิ่มเติม


            วันที่ 7 มิถุนายน 54  ลูกสาวออกไปทำแผลตามปกติ ดิฉันนัดเจอกับลูกสาวที่ บขส ของมหาวิทยาลัย เพราะเราต้องไปโรงพักด้วยกันตอน 10.00น.


            เวลา 10.00น. ดิฉันกับลูกสาวมาถึงโรงพัก นั่งรอคู่กรณีอยู่ประมาณ 15นาที เขาไม่มา แต่กลับส่งทนายมาคุย ก็ไม่พุดมากอะไรนอกจากจะให้ดิฉันชดใช้ค่าเสียหาย มันก็เป็นงานดิฉันอีก ดิฉันบอกไม่ตกลงอะไรทั้งสิ้น ถ้าคุณคิดจะเรียกร้องค่าเสียหาย ดิฉันก็จะปล่อยให้มันเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ดิฉันตั้งคำถามกับทนายความของเธอตามข้อกล่าวหาที่เธอแจ้ง ดิฉันถามว่า ถ้าลูกดิฉันขับรถชนล้อรถด้านหน้าจนกันชนหลุด ลูกกระเด็นลอยขึ้นไปเอาหัวฟาดกระจกบานหน้าแตก ล้อหน้าควรจะมีลักษณะเช่นได ความเสียหายจะต้องเกิดขึ้นตรงบริเวณไหนของรถของลูกสาวดิฉัน เขาไม่ตอบ ดิฉันก็พูดว่า คุณเป็นทนาย คุณเคยว่าความกรณีแบบนี้มาเยอะตามที่คุณบอกดิฉัน คุณลองคิดถึงความน่าจะเป็น ทนายตอบว่าผมไม่รู้เพราะผมยังไม่เห็นรถลูกสาว ดิฉันจึงตั้งคำถามเหมือนเดิม คราวนี้เขายอมตอบว่า ความเสียหายจะต้องเกิดขึ้นบริเวณล้อด้านหน้า  พอทนายตอบเสร็จ ดิฉันจึงชวนทนายคนนั้นมาดูความเสียหายที่เกิดขึ้น เขาเห็นแล้ว เขาไม่พูดอะไร ดิฉันเลยถามว่า คุณคิดอย่างไร เขาตอบดิฉันว่า จะตกลงกันได้ไหมถ้าจะชดใช้ให้เขาบางส่วน  ดิฉันตอบว่า สุดท้ายคุณก็ต้องการพูดแต่เรื่องเงิน ฉันไม่ตกลงอะไรทั้งสิ้น เขาบอกว่า ถ้าไม่ตกลงเรื่องมันก็จะยาว ดิฉันตอบว่า ดิฉันพร้อมที่จะยาวเพราะดิฉันตกงานเรียบร้อยแล้ว สรุปก็ตกลงกันไม่ได้


            เรามาพูดคุยกันต่อหน้าเจ้าพนักงานอีกครั้งโดยดิฉันเข้ามาก่อน ท่านรองยอด ยอกว่า ในที่เกิดเหตุไม่มีรอยเบรค มีแต่รอยลาก  แต่คู่กรณีบอกดิฉันว่าเธอเบรก ท่านยอดบอกว่า ใช่เราเสียเปรียบเส้นทาง แต่เรามีข้อโต้แย้งว่าเพราะอะไร แล้วท่านรอง ยอด ก็ออกไปเรียกคุณทนายเข้ามาคุย ท่านบอกกับทนายว่า คุณมาก็ไม่มีประโยชน์เพราะคุณไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ คุณก็ฟังแต่คำบอกเล่าเช่นกัน ต้องให้คู่กรณีมาคุยเอง เพราะทางเด็ก ก็บอกว่าไม่ผิดเช่นกัน และทางเด็กก็ไม่ได้พูดว่าตัวเองถูก จะมากล่าวโทษว่าลูกเขาประมาทฝ่ายเดียวได้อย่างไร ความหมายของคุณแม่ก็คือต่างคนต่างประมาทใช่ไหม ถ้าตกลงกันไม่ได้จริงๆ ก็ต้องว่ากันที่หลักฐาน และพยาน  ท่านจึงนัดให้ไปพบใหม่พรุ่งนี้ เวลา 20.00น. แล้วท่านพูดทิ้งท้ายว่า เป็นครูบาอาจารย์ทำไมใจร้ายกับเด็กนักล่ะ ทนายก็ได้แต่ยิ้มแล้วก็ลากลับ เราก็แยกย้ายกันกลับ พรุ่งนี้ผลเป็นอย่างไร ดิฉันจะแจ้งต่อไป


            วันที่ 8 มิถุนายน  54  วันนี้ลูกสาวไปหาท่านอาจารย์ขรรค์ชัย  ท่านบอกกับลูกว่า ท่านไม่เห็นเหตุการณ์ตอนเกิดเหตุ ท่านเพียงแต่ผ่านมาแล้วเห็นการเกิดอุบัติเหตุ และเห็นนักศึกษาเจ็บ ก็เลยเข้ามาช่วยเพียงเท่านั้น และท่านก็คิดว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ มันน่าจะเป็นเรื่องที่ตกลงกันได้ แล้วก็ต่างคนต่างซ่อมไป ลูกสาวก็ตอบกับอาจารย์ไปว่า ตอนแรกแม่ก็บอกกับคู่กรณีไปแบบนั้น แต่ทางคู่กรณีต้องการให้ทางเราชดใช้ค่าเสียหาย อาจารย์ก็เลยฝากลูกสาวมาบอกกับดิฉันว่าให้ใจเย็นๆ


            เวลาประมาณ 15.00น. คุณอ้วนเข้ามาสอบถามถึงเรื่องราวว่าไปถึงไหนแล้วและผลออกมาอย่างไร  ดิฉันจึงอ่านข้อความข้างต้นให้คุณอ้วนฟัง และคืนนี้ 20.00น.คุณอ้วนจะไปสถานีตำรวจกับพวกเรา


            เวลา 19.30น. รถตู้ของมหาวิทยาลัยมารับเราไปสถานีตำรวจโพธิ์กลาง เราถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เรารอ พตท. ยอด อยู่จนถึงเวลา 21.59น.ท่านจึงมา ท่านถามว่าตกลงกันว่าอย่างไร ดิฉันตอบว่าไม่ได้คุยกันเลย ท่านจึงเรียกมาคุย โดยถามคู่กรณีว่า ตกลงจะเอาอย่างไร คู่กรณีตอบว่าอยู่ที่ท่านจะตัดสิน ท่านรองยอด ถามต่อไปว่าวันนั้นที่เกิดเหตุคู่กรณีขับรถมาอย่างไร คู่กรณีตอบว่าเธอขับรถมาทางตรงใช้ความเร็ว 40กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพอมาถึงทางแยกเธอก็ชะลอความเร็วลง แล้วลูกสาวขับรถมาชนด้านกันชนขวา แล้วหัวฟาดมาที่กระจกด้านหน้าฝั่งคนขับจนแตก ท่านรองถามต่อว่า หลังจากชนแล้วก็ลากไปใช่ไหม ในขณะที่ลากไปจนกระทั้งจอดเด็กอยู่ตรงไหน เธอตอบว่าลูกสาวอยู่ด้านหน้ารถเธอเมื่อเธอจอด  ( ดิฉันคิดในใจว่า ถ้าลากมายาวประมาณ 5 เมตรเห็นจะได้ ถ้าลูกไม่ค้างอยู่บนรถแล้วร่วงลงมาตอนเบรกเพื่อจะจอดรถ  ลูกสาวก็คงตายเละอยู่ไต้ล้อไปแล้วเพราะลากมายาวขนาดนั้น   แล้วท่านรองยอดก็เรียกลูกสาวไปให้การ ลูกสาวก็ให้การเหมือนเดิม แต่ลูกสาวแย้งว่า ถ้าหนูขับไปชนรถพี่ แล้วทำไมล้อและส่วนหน้าของหนูไม่เสียหาย  ทางท่านรองก็พูดขึ้นว่า ผมมองออกแล้วว่าขับมาอย่างไร สรุปได้ว่าลูกสาวผิดที่ไปตัดหน้าและไปอยู่ในเส้นทางเขา ดิฉันว่าถ้าชนในลักษณะนั้นความเร็วแค่นั้นมันจะลากไปอย่างไร  แล้วเขาก็พูดว่า ถ้าเขาชนตรงหลัก เขาก็อัดลูกเรากับเหล็กไปแล้ว  แล้วหันไปพูดกับลูกดิฉันว่า น้องรู้จักพี่ เราอยู่ในเหตุการณ์เขาต้องการจะคุยกับลูกเท่านั้น ท่านรองเลยพูดไปว่า เขาเป็นแม่และเด็กก็ยังเป็นเด็ก แม่เขาไม่พูดแล้วเขาจะเป็นแม่ได้อย่างไร เอาเป็นว่าผมสอบสวนแล้วผมชี้ว่าทางนี้ผิด ( ทางลูกสาว ) แล้วหันไปถามคู่กรณีว่าจะเอาอย่างไร คู่กรณีก็พูดเหมือนเดิมว่าต้องการค่าเสียหาย ทางตำรวจเลยพูดต่อว่าขอให้นำรถมาถ่ายรูปเก็บหลักฐานที่โรงพักก่อนได้ไหม พวกทางคู่กรณีพูดหน้าตาเฉยว่า รื้อไปหมดแล้ว มีแต่ใบประเมินราคา ท่านรองยอด ก็ไม่ว่าอะไร แล้วท่านก็หันมาถามดิฉันว่าจะจ่ายไหม ดิฉันบอกจะสู้ในชั้นศาล ดิฉันพูดออกไปตรงๆเลยว่า “คดีนี้มันแปลกๆตั้งแต่เคลื่อนย้ายจุดเกิดเหตุก่อนเจ้าหน้าที่มาเก็บหลักฐานแล้ว มันผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว  และถ้าขับรถมาใช้ความเร็วแค่ 40 กม/ชม พอมาถึงแยกแล้วลดความเร็วลงอีกน่ะ อย่างไรก็เบรกทัน ดิฉันก็คนขับรถเป็น ท่านก็คนขับรถเป็น ถ้ามาลักษณะนั้นน่ะมันแทบจะจอดอยู่แล้ว ลองนึกถึงความเป็นจริงดูสิ”  ท่านรอง ยอด พูดว่า เรื่องความเร็วมันพิสูจน์ไม่ได้อย่าเอามาพูด ผมชี้ไปแล้วว่าลูกคุณผิด แต่ถ้าจะสู้ถึงชั้นศาลก็เอา แล้วจะรู้ว่ามันจะยาวแค่ไหน ถึงอย่างไรลูกคุณก็เสียเปรียบเรื่องเส้นทางเขา แล้วหันมาพูดกับคู่กรณีว่าคุณอาจจะแพ้ก็ได้ถ้าถึงในชั้นศาลผมไม่รู้นะ ส่วนเรื่องค่าเสียหายให้ทางคุณ(คู่กรณี)ไปฟ้องแพ่งเอาเอง ส่วนทางผมชี้ไปเบื้องต้นแล้วว่าเด็กผิด ผม (ท่านรองยอด)จะฟ้องเด็กคนนี้เอง แล้วท่านก็นัดให้ลูกสาว และดิฉันมาพบอีกครั้งวันเสาร์ 9โมงเช้า แล้วให้ลูกไปหาพยานมา  ดิฉันถามว่าลูกสาวดิฉันสลบคาที่จะรู้ไหมใครอยู่ตรงนั้นและใครเห็นเหตุการณ์ ดิฉันก็มีเพียงหลักฐานชิ้นเดียวที่เหลืออยู่คือรถของลูกสาวเท่านั้น  ท่านว่านั่นมันปัญหาของคุณ ( โอ้ ... บ้านนี้เมืองนี้ดีจังรถชนคนจนสลบ ไม่ต้องมีการเก็บหลักฐาน ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่มาถึงจุดเกิดเหตุก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ และยัง ยังไม่พอ รถคู่กรณีก็ยังเอาออกไปซ่อมได้โดยไม่มีการเก็บหลักฐานอีก โอ้.... ผู้พิทักสันติราษฎร์ หรือนี่ )


         ดิฉันไม่เคยเห็นท่านรองยอดบันทึกคำให้การเลยสักครั้ง รู้แต่ว่าวันนี้กับเมื่อวานท่านรองเปลี่ยนไปเป็นเหมือนวันแรกที่เราสองแม่ลูกเข้าไปพบท่านอีกแล้ว


            วันที่ 9 มิถุนายน 54  ดิฉันยังคงอยู่ที่ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี จังหวัด นครราชสีมา นับตั้งแต่เริ่ม ดิฉันไม่เข้าใจว่า


1.    ทำไม คู่กรณี ถึงสามารถเคลื่อนย้ายจุดเกิดเหตุก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาถึง


2.    ทำไม ตำรวจไม่เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุให้เห็นเด่นชัด


3.    ทำไมไม่เก็บหลักฐานภาพความเสียหายของคู่กรณี อย่างละเอียด


4.    ทำไมปล่อยรถยนต์คู่กรณีไป


5.    มีเหตุผลอะไรที่ต้องรีบเอารถเข้าอู่เพื่อทำการรื้อรถ ก่อนที่คู่กรณีจะตกลงหรือไม่ตกลง


6.    ทำไมไม่ให้ดิฉันเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนทำการซ่อมทั้งๆที่ยังตกลงกันไม่ได้ มีจุดประสงค์อะไรถึงทำเช่นนั้น


7.    ทำไมพอตำรวจถามถึงรถ เพื่อที่จะเอารถไปถ่ายรูปเพื่อเก็บหลักฐานความเสียหาย แต่พอตำรวจได้รับคำตอบว่า รื้อหมดแล้ว ตำรวจถึงไม่ว่าอะไร


8.    ทำไมรีบสรุปว่าลูกสาวดิฉันผิด ทั้งๆที่ยังไม่มีการสืบสวนจากลูกสาวในเบื้องต้น


9.    ทำไมไม่มีการพิสูจน์หลักฐาน  และอีกมากมายหลายคำถามในความน่าจะเป็น


10.           ทำไมตำรวจเข้าข้างรถยนต์มากๆในความรู้สึกของดิฉัน และไม่มองถึงความน่าจะเป็นในชีวิตประจำวัน ว่า ถ้าขับรถในระยะความเร็ว 40กม./ชม พอมาถึงที่เกิดเหตุ ได้ชะลอรถลง นั่นหมายความว่า ความเร็วลดลงจนเกือบจะจอดได้ แต่ทำไมถึงมีแรงเหวี่ยงจนลูกเอาหัวไปฟาดกระจกจนแตกได้


11.           ถ้าขับประมาณนั้นจริง ทำไมลากไปไกลได้เกือบ 5 เมตร


12.           ถ้าลูกอยู่หน้ารถที่รถเก๋งคู่กรณีจอด นั่นแสดงว่า เธอลากลูกดิฉันมา ลูกต้องมีบาดแผลลอยลากด้วย และอาจจะโดนรถทับไปเลยก็ได้ นอกเสียจากว่า ลูกลอยไปค้างบนฝากระโปรงรถแล้ว กลิ้งตกลงมาตอนรถจอด ตกลงมันอย่างไรกันแน่เพราะเธอบอกว่าเธอลากมา หรือลูกลอยมาไกลจากจุดชน จนกระเด็นมาถึงจุดจอด ทำไมไม่มีการสอบสวนให้ละเอียดกว่านี้ และทำไมไม่มีการพิสูจน์ใดๆเลย


13.           คำให้การของเธอ ค้านกับคำพูดของเธอเอง แต่ตำรวจก็ฟังและเชื่อเธอ และชี้ว่าลูกผิด


14.           ทำไมตำรวจไม่บันทึกคำให้การเลยสักครั้งเดียว


15.           ทำไมตำรวจพูดแต่ว่าลูกผิด และเสียเปรียบเส้นทาง


16.           ทำไมคู่กรณีถึงหวง พ.ร.บ.มากนัก  พ.ร.บ.หมดอายุหรือเปล่า เพราะดิฉันไม่เคยเห็นอะไรที่เกี่ยวกับรถยนต์คู่กรณีเลย


และอีกมากมายที่ไม่เข้าใจค่ะ


เวลาประมาณ 17.00น. เพื่อนของลูกสาวมาชวนลูกสาวไปสนามกีฬาในมหาวิทยาลัย  และพอไปถึงก็มีนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งเข้ามาถามว่า น้องไปโดนอะไรมา  ลูกสาวจึงเล่าให้ฟังว่าโดนรถชนที่สามแยกเทคโนธานี นักศึกษาคนนั้นก็ร้องอ๋อน้องนี่เองที่ไอ้กิ๊ฟมันเห็นว่าโดนชนกระเด็นกลิ้งอยู่สามแยกเทคโนธานี มันตามหาน้องอยู่นะ มันอยากรู้ว่าน้องปลอดภัยไหม วันนั้นรีบไปเรียนแล้วเห็นคนช่วยเยอะแล้วมันเลยไม่ได้จอดรถลงมาช่วย มันเป็นห่วงอยู่  ลูกสาวเลยบอกว่า ทางคู่กรณีต้องการให้ชดใช้ค่าเสียหาย แล้วทางตำรวจก็บอกว่าตนเองผิด และให้หาพยานมา นักศึกษาคนนั้นเลยให้เบอร์พยานแก่เรา แล้วหลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำกิจกรรมของแต่ละกลุ่ม


เวลาประมาณ 19.00น.ลูกกลับมา แล้วบอกว่าลูกได้เบอร์คนที่เห็นเหตุการณ์แล้ว เป็นรุ่นพี่ที่เรียนสาขาเดียวกัน พี่เขาเรียนปริญญาโท  ลูกจึงโทรหาและแนะนำตัว  แล้วเธอก็บอกว่า เธอพยายามตามหาน้องอยู่ และเธอก็ถามถึงอาการ หลังจากนั้น เธอ ( พยาน )ก็เล่าให้ฟังว่า  เธอขับรถสวนทางมา ระยะห่างประมาณ 50เมตร เธอเห็นลูกสาวเลี้ยวมาแล้ว ตั้งลำรถตรงแล้วและชิดมาทางแท่งจราจรเพื่อหลบรถทางตรง แต่รถคันนั้นขับเร็วและชนน้องกระเด็นลอยออกมาตกลงพื้นแล้วกลิ้งไปกลับถนนแล้วชักกระตุกอยู่กับพื้นถนน รถที่ชนไม่ได้จอดทันที และไม่ได้เบรกด้วย รถได้ลากและเหวี่ยงมอเตอร์ไซด์ของลูกสาวไปชิดขอบถนนด้านซ้าย รถคู่กรณีเบรคก่อนถึงร่างลูกสาวประมาณ2เมตรแล้วก็ลงจากรถมาดูร่างของลูกสาว คู่กรณียังบอกอีกว่า ถ้าคนขับยังไม่ได้สติก็สามารถเหยียบน้องตายได้  ซึ่งจากคำบอกเล่าของพยาน มันทำให้ดิฉันสะเทือนใจเป็นอย่างมาก  พอเธอเล่าจบ ลูกสาวร้องไห้ และบอกรุ่นพี่เธอไปว่า พี่หนูเจ็บขนาดชักเขายังใจดำเรียกร้องค่าเสียหายกับหนูอีก ตอนนี้จะกินหนูยังแทบจะไม่มี พี่ช่วยไปเป็นพยานให้หนูได้ไหม ตำรวจนัด วันเสาร์ 9 โมงเช้า เธอตอบในทันทีเลยว่า เธอจะไป แล้วจะพาเพื่อนที่นั่งคู่ไปกับเธอวันนั้นไปช่วยเป็นพยานด้วย เธอพูดทิ้งท้ายว่า พี่จะช่วยเต็มที่เพราะพี่เห็นเต็มๆว่าเขาชนน้อง เพราะถนนไม่มีอะไรบังเลย


            วันที่ 10 มิถุนายน 54  เวลาประมาณ 9 โมงเช้า คุณอ้วนเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเรียกไปคุยและบอกดิฉันว่าได้นำเรื่องไปปรึกษากับนิติกรแล้ว ทางนิติกร ก็พูดเช่นเดียวกับตำรวจว่าเราเสียเปรียบเส้นทาง นอกเสียจากว่าเรายืนกรานว่าเราไม่ได้ประมาทและต้องหาพยานมายืนยันเราให้ได้ ว่าเราถูกชน ( ตอนนั้นดิฉันยังไม่ได้บอกคุณอ้วนว่าเราได้พยานแล้ว ) จะเป็นไปได้ไหมที่จะรับว่าประมาทร่วมหรือยอมความกันไป  ดิฉันก็ตอบไปว่า ไม่ใช่ดิฉันที่ต้องการให้เรื่องมันยาว คู่กรณีต่างหากที่ไม่ยอมจบ  คุณอ้วนจึงบอกให้ดิฉันไปคุยกับนิติกรด้วยกันกับเธอตอน 16.00น      เวลาประมาณ 16.30น.ดิฉันและคุณอ้วนได้เข้าพบท่านนิติกรของมหาวิทยาลัย ท่านก็พูดเหมือนกับที่คุณอ้วนพูดกับดิฉันเมื่อเช้า และยากให้ดิฉันยอมความ และให้ดิฉันได้คุยกับท่านอาจารย์ที่ปรึกษาของ คู่กรณี  ท่านบอกกับดิฉันว่า ทางปิยะธิดาบอกกับท่านว่าเธอ ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย แต่แม่เด็กไม่ยอมจบ จะเอาอย่างไรกับเธออีก ค่ารักษาพยาบาลเธอก็ช่วยไปแล้ว แต่แม่เด็กก็ยังยืนกรานจะเอาเรื่อง ( อ้าว! ไหงเป็นงั้นไป )ท่านอาจารย์ขอร้องให้ดิฉันยอมความ ดิฉันจึงพูดขึ้นว่า ขอประธานโทษนะคะอาจารย์เขาบอกกับอาจารย์อย่างนั้นจริงๆหรือคะ งั้นรบกวนอาจารย์ฟังหนูสักนิด หลังจากที่ลูกสาวฟื้นและมีสติจำความได้แล้วเล่าให้หนูฟังเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดหนูเป็นฝ่ายพูดกับคุณปิยะธิดาเองว่าหนูไม่เอาเรื่อง ขอให้ต่างคนต่างรับผิดชอบกันไป แต่เขาเป็นฝ่ายที่ต้องการเรียกร้องค่าเสียหาย และหนูก็ไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือสักสตางค์แดงเดียว ขนาดแค่ขอ พ.ร.บ. มาเบิกส่วนเกิน เธอยังปฏิเสธเลย เขาพูดแบบนี้ได้อย่างไร  อาจารย์ท่านก็ว่า  ปิยะธิดาเธอบอกท่านมาแบบนี้ อาจารย์บอกว่าอาจารย์จะคุยกับทาง ปิยะธิดาให้ เพราะอย่างน้อยก็เป็นนักศึกษาสถาบันเดียวกันจะมีเรื่องกันทำไม แล้วท่านก็ขอคุยกับท่านนิติกรต่อ


            หลังจากท่านนิติกรวางสาย ดิฉันถามท่านนิติกรว่า แล้วถ้าดิฉันมีพยานมายืนยันว่าลูกดิฉันถูกชนจากข้างหลัง จนลอยกระเด็นแล้วกลิ้งไปชักกระตุกจนเกือบจะโดนรถคู่กรณีเหยียบล่ะค๊ะ  ท่านนิติกรท่านรู้ทันทีว่าดิฉันมีพยานแล้ว ท่านจึงแนะนำว่า ถ้ายอมกันได้ก็ยอม แต่ถ้าเราคิดว่าเราเสียเปรียบและไม่ได้ความยุติธรรมโดยลูกเราไม่ผิด แต่เราต้องยืนยันว่าเราไม่ได้ประมาท และพยานก็ต้องเห็นจริงและพูดอย่างมั่นใจด้วย  แล้วใจ คุณแม่คิดอยากให้คู่กรณีทำอย่างไร  ดิฉันตอบว่า อยากให้คนยอมรับในการกระทำของตนไม่ใช่โยนบาปให้ผู้อื่นแบบนี้  แล้วท่านนิติกรก็ถามเรื่องอาชีพการงานและเรื่องทั่วไปกันอีกเล็กน้อย แล้วดิฉันกับคุณอ้วนก็ลากลับ


            วันที่ 11 มิ.ย. 54 เวลา 9.00น. พนักงานสอบสวนเริ่มสอบสวนลูกสาวดิฉันอย่างเคย แต่ครั้งนี้มีการบันทึกคำให้การ โดยลูกสาวดิฉัน ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และยืนกรานว่าตนเองไม่ประมาทและระวังตัวอย่างที่สุดแล้วแต่รถคันนั้นมาชนเธอด้านหลัง และพยายามเกลี้ยกล่อมดิฉันกับลูกสาวให้ยอมรับผิดเรื่องจะได้จบและทางเจ้าหน้าที่จะพยายามเกลี้ยกล่อมให้คู่กรณีไม่ฟ้องและในขณะนั้น ท่านผู้กำกับ สภ.โพธิ์กลาง เข้ามาฟังตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนไหน ไม่มีใครทราบ ท่านถามว่า ทำไมเพราะอะไรแล้วเรื่องอะไรทำไมต้องให้เขายอมรับผิด (ดิฉันได้แต่คิดในใจว่า สวรรค์ทรงโปรดอีกครั้งแล้ว )ท่านถามดิฉันกับลูกอย่างคร่าวๆและท่านถามว่าชนกันอย่างไร ดิฉันโชคดีที่ทำแบบจำลองขึ้นมาสองแบบ ดิฉันเอาให้ท่าน ผกก.ดูแล้วอธิบาย หลังจากนั้นท่านก็ถามว่ามีพยานไหม ดิฉันบอกว่า มี แล้วท่านก็คุยกับพยาน หลังจากนั้นท่านก็เอาแบบจำลองของดิฉันไป แล้วเรียกท่านรองยอด ไปคุยเป็นการส่วนตัวสักประมาณ20นาที  แล้ว คดีก็พลิก ท่าน ผกก.ไม่ให้ลูกสาวดิฉันยอมรับผิด ให้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ท่านต้องการให้ความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย เรื่องนี้ให้รองยอดสอบสวนไป และเมื่อขึ้นศาลให้พูดอย่างมั่นใจ แล้วผมจะดูสำนวนอีกที ผมรับรองว่าลูกคุณจะได้รับความยุติธรรม ท่านกล่าวทิ้งท้ายก่อนเดินกลับเข้าห้องท่านไป(กำลังใจเรามาเป็นกอง)


            ท่านรองยอดสอบสวนต่อ และเค้นให้ลูกพยายามตอบว่า รถคู่กรณีวิ่งมาประมาณเท่าไหร่ลูกบอกไม่รู้ ท่านรองก็บอกให้ประมาณเอา ลูกเลยประมาณไปว่าน่าจะมากกว่า 60กม/ชม ท่านก็พิมพ์ไปว่า ประมาณ60กม/ชม (ก่อนหน้านั้น ท่านเคยพูดว่า ความเร็วมันพิสูจน์กันไม่ได้ไง แต่คราวนี้มาเค้นให้ตอบ) ทางด้านพยานก็เหมือนกัน ก็เค้นให้ตอบเรื่องความเร็วรถ พยานก็ตอบว่าเร็ว ท่านก็เค้นว่าประมาณไหน พยานจึงตอบไปว่า น่าจะ 50 ถึง 60 แต่ท่านพิมพ์แค่ 50 ไม่รู้ได้แก้ไขไหมเพราะในขณะสอบปากคำพยานดิฉันอยู่ฟังด้วยจนจบ แต่ตอนพิมพ์และปริ้นออกมาท่านไม่ได้ให้ดิฉันอ่านของพยาน ท่านให้พยานเซ็นชื่อแล้วให้กลับได้  ส่วนดิฉันตำรวจให้ดิฉันอ่านและเซ็นคำบันทึกคำให้การของลูกสาว แล้วตามมาด้วยบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ใจความประมาณว่าลูกสาวทำผิดกฎหมายจราจรมาตรา300 (ถ้าจำไม่ผิด)จนทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย และผู้ต้องหาได้ให้การ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทางตำรวจจึงต้องทำเรื่องส่งอัยการต่อไป แล้วก็ให้ลูก และดิฉันเซ็นชื่อ เอาไปให้สิบเวร แล้วก็เอาลูกไปพิมพ์ลายนิ้วมือ แล้วให้กลับได้ หลังจากนั้นท่านก็เรียกคู่กรณีมาคุย  ซึ่งดิฉันไม่สามารถเข้าไปฟังได้ เลยไม่ทราบว่า เขาพูดว่าอะไร ให้การว่าอย่างไรดิฉันจึงจำใจต้องกลับที่พักมาแบบจำใจ


            วันที่ 12 มิ.ย. 54  เพื่อนๆ พี่ๆจากประเทศ สิงค์โปร ได้ลงขันส่งเงินมาช่วยให้ดิฉันมีชีวิตอยู่รอดต่อไป โดยมีคุณเอ้เป็นแกนนำ และมีคุณ หน่อย เป็นผู้นำส่ง และคุณหน่อยก็ยังแนะนำทนายความให้ดิฉันอีกด้วย ตั้งแต่เกิดเรื่องใหม่ๆ  เพื่อนๆ ใน ชมรม สิงทิป ของพวกเรา ซึ่งมีหลากหลายอาชีพ ดิฉัน มีทั้งคุณชุ คุณต้น ที่เป็นทนาย คอยให้คำปรึกษาเรื่องคดีความ  และอีกหลายแรงใจจากคนไทยในสิงทิป  ที่มีน้ำใจ คอยให้ความช่วยเหลือ     ดิฉันไม่ได้ต้องการสร้างกระแส หรือสร้างเรื่องขึ้นมาหาเงินใดๆทั้งสิ้น  ดิฉันก็แค่ แม่คนหนึ่ง ที่ต้องการความเป็นธรรมให้กับลูกเท่าที่แม่คนนี้จะสามารถทำได้    


            วันที่ 13 มิ.ย. 54 ดิฉันนั่งรอว่าทางเจ้าหน้าที่จะเรียก ไปอีกตอนไหน วันนี้เงินน้ำใจที่ เพื่อน พี่ น้อง ชาวสิงทิป มาถึง ดิฉันไม่มีความคืบหน้า ในเรื่องคดี มีแต่เพื่อนๆโทรมาให้กำลังใจ ทั้งใน และ นอกประเทศ


            วันที่ 14 มิ.ย. 54 ดิฉันก็นั่งรอ ต่อไปว่า ท่านจะเรียกไปเมื่อไหร่ มันเป็นช่วงที่น่าเบื่อมาก ดิฉันอยากกลับบ้าน อยากกลับไปดูลูกชายที่พิษณุโลก อยากทำงาน ไม่ชอบเลยที่จะมานั่งรอแล้วใช้เงินพี่น้องและเพื่อนๆแบบนี้ เพื่อน จากสิงทิปโทรมาแต่เช้า และให้กำลังใจ และทุกๆครั้งที่เพื่อนๆสมาชิกโทรมา ดิฉันรู้สึกอบอุ่น และรู้ว่า ดิฉันไม่ได้สู้คนเดียว  ดิฉันตั้งใจไว้ว่า ถ้าภายในอาทิตย์นี้ ดิฉันยังไม่ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ ดิฉันจะนำหนังสือ ฉบับนี้ ส่งไปยังท่าน ผ.ก.ก.อีกครั้ง ดิฉันไม่ได้ต้องการให้ใครเสียหาย เพียงแค่ต้องการให้ท่านรู้ถึงความเป็นมาของเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากคำบอกเล่าของดิฉันบ้าง เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ในรูปคดี  ถึงดิฉันจะต้องโดนข้อหาไดๆเพิ่ม ดิฉันก็ยินดีที่จะรับมัน และยอมรับมันไว้แต่ผู้เดียว


            เวลา 11.25 น.ได้คุยกับอาจารย์ผู้ดูแลหอพัก ท่านเล่าให้ฟังว่า เคยมีนักศึกษาบาดเจ็บถึงขั้นผ่าตัดสมอง แล้วสุดท้ายก็ยอมจบคดีโดยคนเจ็บยอมรับผิดซะเอง เพราะต้องการให้เรื่องมันจบและไม่รู้ว่าคนเจ็บจะถูกหรือผิดจริงหรือเปล่า คนเจ็บเป็นลูกชาวนา คู่กรณีเป็นรถส่งของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งท่านไม่ได้บอกว่าบริษัทอะไร  ท่านยกตัวอย่างให้ฟังว่าสุดท้ายก็ต้องลงเอยแบบนี้ แต่ถ้าคุณแม่ต้องการที่จะยืดเยื้อต่อไป คุณแม่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร คุณแม่ก็ต้องเสียเวลา เสียเงินเสียทอง ซึ่งครั้งต่อไปทางมหาวิทยาลัยก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยเหลือเรื่องที่พักได้หรือไม่ ทุกอย่างคุณแม่ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมัน 


            ทำไมถึงอยากให้เรื่องมันจบโดยโยนบาปให้เด็กกันนัก คนจนไม่มีทางสู้ต้องเป็นผู้ผิดเสมอไปหรือ  คิดแค่อยากให้เรื่องมันจบๆไปโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องกันเลยหรือ  เพื่อต้องการปกป้องชื่อเสียงของสถาบัน และความสัมพันธ์ของทั้งสองสถาบันให้คงอยู่ต่อไป ก็ให้เด็กมันรับไป จ่ายค่าปรับแค่ 400เรื่องก็จบ ถ้าคู่กรณีเค้าอยากได้ค่าเสียหายก็ให้เค้าไปฟ้องเอา  คนบางคนในชาตินี้ ประเทศนี้เมืองนี้ เขาคิดกันได้แค่นี้เหรอ ประเภทที่ ใครใหญ่ใครอยู่ มันเป็นแบบนี้นี่เอง


ดิฉันได้แต่คิดว่า มันจะมีผลกระทบกับลูกไหม เพราะลูกยังต้องเรียนอยู่ที่นี่อีกนาน บอกตรงๆค่ะ ไม่สบายใจเลย แต่ดิฉันไม่หยุดหรอกค่ะ ดิฉันจะสู้แบบ อนาถาของดิฉันไปแบบนี้ไม่ว่ามันจะนานสักเพียงใดก็ตาม และแม้ผลจะออกมาแพ้ ดิฉันก็จะตีแผ่ บทความของดิฉันเป็น ภาษา อังกฤษ ดิฉันจะแปลมันด้วยตัวของดิฉันเอง แล้ว ส่งไปให้ทุกๆคนได้อ่าน เรื่องราวของดิฉันกับลูก ทั้งภาค ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์และสร้างความบันเทิงให้กับใครได้บ้าง  


                             ท่านผู้อ่านล่ะคะ คิดว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร


                                    ขอแสดงความนับถือทุกท่าน


                                         สุพิฌฌา       ทองคำ




สุพิฌฌา ทองคำ

กราบนมัสการค่ะ

ท่านเมฆค๊ะ วันนี้ได้คุยกับจิวว่าปีนี้จะไม่มีตักไข่การกุศล จิวบอกว่าตรงนั้นเป็นประเภณีของวัดเราไปแล้วไม่น่าหยุด ไม่มีทางเลือกไหนเลยหรือ จิวถาม  เรามีความคิดเดียวกันว่าน่าจะเททองรูปเหมือนหลวงพ่อตรงโต๊ะมังกรของหลวงพาอ ตรงนั้นด้านข้างก็จะมีศาลา เราก็เอาม้านั่งหินอ่อนออก แล้วจัดพิธีตรงนั้น เพราะมันน่าจะกว้างพอ ไม่น่าจะใช้กำลังคนเยอะ แล้วประเพณีตักไข่การกุศลของเราก็ไม่จำเป็นต้องหยุด เพราะตรงนี้ทำรายได้เข้าวัดและเป็นจุดที่คนให้ความสนใจมากที่สุด รายได้จากตักไข่ก็มากที่สุดด้วย เป็นไปได้ไหมค๊ะว่า เราจะทำทั้ง2กิจกรรมการกุศลได้ โดยไม่ต้องหยุดตักไข่  ทราบค่ะว่าท่านเมฆตัดสินใจรูปเดียวไม่ได้ น่าจะลองเอาความคิดนี้ไปลองคุยกับท่านโต และ น้าๆดูนะค๊ะ พรุ่งนี้จะลองโทรคุยกับเจ็เล็กว่าเห็นด้วยไหม

ลองนำไปพิจารณาดูนะค๊ะ เผื่อเป็นไปได้ค่ะ เสียดาย

taelove

ผมไม่ได้ถามคุณครับคุณ สุพิฌฌา ทองคำ ผมถามพระสุเมฆ

http://www.wathuadong.net

สุพิฌฌา ทองคำ

กราบนมัสการ ค่ะ ท่านเมฆ 

ค่ะ ทุกคนที่ได้อ่านก็บอกว่ามันแปลก และต้องเฝ็สังเกตอาการจิวด้วย แต่ตอนนี้ปกติค่ะ ก็ได้แต่สวดมนต์ภวนาว่าอย่าให้ลูกเป็นอะไรเลย 

ไม่มีกิจกรรมตรงนั้นจะไม่รู้สึกขาดๆไปหรือค๊ะ เราสามารถปรับเปลี่ยนได้โดยเรามีตักใข่อย่างเดิม แล้วเรามาใช้ตรงปรัมพิธีที่หน้ากุฏีหลวงพ่อทำพธีเททองก็ไม่น่าจะมีปัญหา โยมแมวคิดว่า เราสามารถจัดพี้นที่ ที่เราให้ร้านมีดกับร้านข้าว ที่อยู่ด้านหน้าทุกปี ไปอยู่อีกด้านหนึ่งในที่ๆเขาพอใจ แล้วเราก็ตักใข่ที่เดิม เราก็จะได้ทั้งสองทาง เรื่องคน ที่ตักใข่ แมวจะให้เจมันเอาเพื่อนไปช่วย เพราะตัวแมวเองคงยังกลับไปแสดงตัวไม่ได้ เพราะปัญหาที่ตัวเองทำไว้ที่บ้านยังไม่จบ แต่ก็ไม่แน่ค่ะ อาจทำใจดีสู้เสือก็ได้ เพราะเหลืออีกไม่มากแล้ว 

ส่วนเรื่องงานอื่นๆที่ท่านเมฆ และหรือ หลวงน้าโต จะมอบหมายให้ทำ ยินดีนะค๊ะ ถึงได้ไม่เต็มร้อย ก็จะทำเต็มที่ค่ะ  ท่านเมฆส่งเมลล์ มาโดยตรงเลยก็ได้ค่ะ supitcha_t@hotmail.com

ขอกราบขอบพระคุณท่านเมฆที่เป็นกำลังใจและให้พรค่ะ ขอให้พรท่านเป็นจริง สาธุค่ะ

ไกรทอง

เจริญพรโยมแมว

          เรื่องเสื้อกรรมการและสิ่งของต่างๆไม่ต้องเป็นกังวน เพราะในปีนี้ไม่ได้จัดกิจกรรมการกุศล เพราะจะเททองหล่อรูปเหมือนหลวงพ่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม จึงทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการได้ เพราะกรรมการและพื้นที่ของเราจำกัด
          ได้อ่านเรื่องที่โยมเขียนไว้แล้ว รู้สึกว่าเรื่องนี้ก็แปลกๆอยู่เหมือนกัน แต่ผมก็ไม่มีความรู้ในเรื่องของกฎหมาย รู้เพียงว่าเรายังไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็น (คิดในแง่ของจริยธรรม)
         ขอเป็นกำลังใจ ให้ฟันฝ่าอุปสรรค์ครั้งนี้ไปได้ด้วยดี


                                                         เจริญพร
                                                         พระสุเมฆ

Page : 1
Webboardแสดงความคิดเห็น
เยี่ยม   แย่   แย่   แย่   เขิน   หยอกล้อ  ตกใจ  ร้องไห้   สงสัย   ขอโทษ   หดหู่   อย่าน่ะ   ต่อว่า   โอเค
*ชื่อ
*สถานะ  
*อีเมล
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
*รหัสยืนยัน

หมายเหตุ : : กรุณากรอกข้อมูลที่มี * ทุกช่อง

view

นาฬิกา

Alternative content

ปฎิทิน

« April 2014»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

view